เคยสงสัยหรือไม่ว่า โทรศัพท์มือถือเครื่องเก่า คอมพิวเตอร์ที่เสีย หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ไม่ได้ใช้งานแล้ว หายไปไหนหลังจากถูกทิ้ง? อุปกรณ์เหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียง “ขยะ” แต่คือ ขยะอิเล็กทรอนิกส์ (E-waste) ที่กำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วทั่วโลก และกลายเป็นหนึ่งในความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมที่สำคัญของยุคนี้
เทคโนโลยีก้าวหน้าส่งผลให้ขยะอิเล็กทรอนิกส์เพิ่มขึ้น
ยุคดิจิทัลที่มีการพัฒนาเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้อุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ เช่น โทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์ โทรทัศน์ และเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน กลายเป็นส่วนสำคัญของการใช้ชีวิตประจำวัน ประกอบกับพฤติกรรมของผู้บริโภคที่นิยมเปลี่ยนอุปกรณ์รุ่นใหม่อย่างต่อเนื่อง จึงทำให้ปริมาณอุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ที่หมดอายุการใช้งานหรือไม่ต้องการใช้งานแล้วเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ปริมาณขยะอิเล็กทรอนิกส์ (E-waste) ขยายตัวอย่างรวดเร็ว และกลายเป็นประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมที่หลายประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย กำลังให้ความสำคัญและเร่งหาแนวทางบริหารจัดการอย่างเหมาะสม
ขยะอิเล็กทรอนิกส์แตกต่างจากขยะทั่วไป เนื่องจากประกอบด้วยทั้งวัสดุที่มีคุณค่าและสารอันตรายหลายชนิด เช่น ตะกั่ว ปรอท แคดเมียม และสารหน่วงการติดไฟ หากมีการกำจัดหรือรื้อแยกอย่างไม่ถูกวิธี สารเหล่านี้อาจรั่วไหลลงสู่ดิน แหล่งน้ำ และอากาศ ก่อให้เกิดผลกระทบต่อระบบนิเวศและสุขภาพของประชาชนในระยะยาว ขณะเดียวกัน อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ยังเป็นแหล่งของโลหะมีค่า เช่น ทองคำ เงิน ทองแดง และโลหะหายาก ซึ่งสามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้หากมีระบบรีไซเคิลที่มีประสิทธิภาพ
ขยะอิเล็กทรอนิกส์...อยู่ใกล้ตัวเรามากกว่าที่คิด
โทรศัพท์มือถือเครื่องเก่า พัดลมที่เสีย คอมพิวเตอร์ที่ไม่ได้ใช้งาน หรือโทรทัศน์ที่ถูกเปลี่ยนใหม่ ล้วนเป็น
ขยะอิเล็กทรอนิกส์ (E-waste) ที่หลายคนเก็บไว้ในบ้าน หรือบางครั้งก็ทิ้งปะปนกับขยะทั่วไป ทั้งที่ขยะประเภทนี้ต้องได้รับการจัดการเป็นพิเศษ เพราะมีทั้งวัสดุที่มีคุณค่าและสารอันตรายปะปนอยู่
สถานการณ์ของประเทศไทยสะท้อนให้เห็นว่าปัญหานี้กำลังทวีความสำคัญมากขึ้น ในปี พ.ศ. 2566 ประเทศไทยมีของเสียอันตรายจากชุมชนกว่า 680,000 ตัน โดยกว่า 65% หรือประมาณ 442,000 ตัน เป็นขยะอิเล็กทรอนิกส์ แต่มีเพียงประมาณ 21% เท่านั้นที่ถูกเก็บรวบรวมเข้าสู่ระบบจัดการที่ถูกต้อง นั่นหมายความว่า ขยะอิเล็กทรอนิกส์จำนวนมากยังคงตกค้างอยู่ในบ้านเรือน หรือถูกขายและรื้อแยกผ่านระบบนอกมาตรฐาน ซึ่งอาจทำให้สารอันตรายปนเปื้อนสู่สิ่งแวดล้อม และส่งผลกระทบต่อสุขภาพของผู้ที่เกี่ยวข้อง
ขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่ไม่ได้รับการจัดการอย่างถูกวิธี ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และเศรษฐกิจ เนื่องจากมีสารอันตรายที่อาจปนเปื้อนสู่ดิน แหล่งน้ำ และอากาศ หากถูกทิ้งหรือกำจัดอย่างไม่เหมาะสม อีกทั้งการคัดแยกและรีไซเคิลที่ไม่ได้มาตรฐานยังเพิ่มความเสี่ยงต่อผู้ปฏิบัติงานและชุมชนโดยรอบ นอกจากนี้ การไม่นำขยะอิเล็กทรอนิกส์เข้าสู่ระบบรีไซเคิลที่ถูกต้องยังทำให้สูญเสียทรัพยากรที่มีคุณค่า ต้องใช้ทรัพยากรธรรมชาติและพลังงานในการผลิตวัตถุดิบใหม่เพิ่มขึ้น และก่อให้เกิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดห่วงโซ่การผลิต ดังนั้น การจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์อย่างถูกวิธีจึงมีบทบาทสำคัญต่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม การใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และการลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ปรับนโยบายและแนวคิด เปลี่ยนขยะอิเล็กทรอนิกส์ให้มีคุณค่า
ประเทศไทยเราจึงมีนโยบายและแผนงานด้านการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ ทั้งแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 แผนปฏิบัติการด้านการจัดการขยะของประเทศ และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ BCG อีทั้งยังอยู่ระหว่างการผลักดันกฎหมายเฉพาะด้านการจัดการซากผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ โดยนำหลักความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้นของผู้ผลิต (Extended Producer Responsibility: EPR) มาใช้ เพื่อให้ผู้ผลิตและผู้นำเข้ามีส่วนร่วมรับผิดชอบ ตั้งแต่การเก็บรวบรวม การรีไซเคิล ไปจนถึงการกำจัดอย่างถูกต้อง
อีกแนวทางหนึ่งที่ได้รับความสนใจ ก็คือ
Urban Mining หรือ
“การทำเหมืองในเมือง” ซึ่งมองว่าขยะอิเล็กทรอนิกส์ไม่ใช่ของเสีย แต่เป็นแหล่งวัตถุดิบรองที่มีคุณค่า สามารถนำโลหะมีค่าและวัสดุต่าง ๆ กลับเข้าสู่กระบวนการผลิตได้อีกครั้ง ช่วยลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ ลดการนำเข้าวัตถุดิบ และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการผลิตวัตถุดิบใหม่ ขณะเดียวกัน กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ได้พัฒนาเทคโนโลยีรีไซเคิลหลายรูปแบบ ทั้งการกู้คืนทองคำ เงิน ทองแดง ลิเทียม และการรีไซเคิลแบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้า เพื่อเพิ่มมูลค่าทรัพยากรและรองรับการพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
ปรับพฤติกรรม เริ่มวิธีง่ายๆ ที่ทุกคนช่วยกันได้
ทุกคนสามารถมีส่วนร่วมในการลดปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์ได้ โดยเริ่มจากพฤติกรรมง่าย ๆ ในชีวิตประจำวัน ดังนี้
- ใช้อุปกรณ์ให้นานที่สุด เลือกใช้งานอุปกรณ์ให้คุ้มค่า และดูแลรักษาเพื่อยืดอายุการใช้งาน ลดการเกิดขยะใหม่
- ซ่อมก่อนซื้อใหม่ หากอุปกรณ์ยังสามารถซ่อมแซมได้ ควรเลือกซ่อมก่อนเปลี่ยนใหม่ เพื่อลดการใช้ทรัพยากรและลดปริมาณขยะ
- คัดแยกขยะอิเล็กทรอนิกส์ ไม่ทิ้งปะปนกับขยะทั่วไป เพราะขยะอิเล็กทรอนิกส์มีทั้งสารอันตรายและวัสดุที่สามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้
- ส่งคืนผ่านจุดรับคืนหรือระบบรีไซเคิลที่ได้มาตรฐาน นำอุปกรณ์ที่หมดอายุการใช้งานไปยังจุดรับคืนหรือผู้ประกอบการรีไซเคิลที่ได้รับอนุญาต เพื่อให้มีการจัดการอย่างถูกต้องและปลอดภัย
- ชวนคนรอบตัวร่วมลงมือทำ บอกต่อความรู้และชักชวนครอบครัว เพื่อน หรือที่ทำงาน ให้ร่วมคัดแยกและส่งคืนขยะอิเล็กทรอนิกส์อย่างถูกวิธี เพราะการเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ ของทุกคน จะช่วยสร้างผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่ต่อสังคม
เห็นได้ว่า การแก้ไขปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์จึงไม่ใช่หน้าที่ของภาครัฐเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งผู้ผลิต ผู้นำเข้า ผู้ประกอบการ ภาครีไซเคิล และประชาชนในการคัดแยกและส่งคืนอุปกรณ์ที่หมดอายุการใช้งานเข้าสู่ระบบที่ถูกต้อง
หากประเทศไทยสามารถพัฒนาระบบการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ให้ครอบคลุมตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง พร้อมส่งเสริมการใช้ทรัพยากรตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนได้อย่างเป็นรูปธรรม ขยะอิเล็กทรอนิกส์จะไม่ใช่เพียงปัญหาสิ่งแวดล้อมอีกต่อไป แต่จะกลายเป็นทรัพยากรสำคัญที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และสนับสนุนการพัฒนาประเทศสู่ความยั่งยืนในอนาคต
Share: