
OECMs - การอนุรักษ์ที่ไปไกลกว่าพื้นที่คุ้มครอง
การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity Loss) กำลังเป็นความท้าทายสำคัญของโลก ทั้งการลดลงของชนิดพันธุ์ การสูญเสียถิ่นอาศัย และความเสื่อมโทรมของระบบนิเวศ ขณะที่พื้นที่ธรรมชาติที่มีคุณค่าจำนวนไม่น้อยอยู่นอกพื้นที่คุ้มครองตามกฎหมาย การอนุรักษ์ในอนาคตจึงไม่สามารถพึ่งพาเฉพาะอุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า หรือพื้นที่คุ้มครองรูปแบบเดิมได้เพียงอย่างเดียว
การอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพนอกพื้นที่คุ้มครอง หรือ OECMs (Other Effective area-based Conservation Measures) จึงเข้ามามีบทบาทในการเปิดพื้นที่ใหม่ให้กับการอนุรักษ์ ที่มุ่งสร้างผลลัพธ์เชิงบวกต่อความหลากหลายทางชีวภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพและต่อเนื่อง
หัวใจของ OECMs ไม่ได้พิจารณาว่าพื้นที่นั้นมีสถานะเป็นพื้นที่อนุรักษ์ตามกฎหมายหรือไม่ แต่พิจารณาว่าการบริหารจัดการพื้นที่สามารถรักษาคุณค่าของธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพได้จริงหรือไม่ ดังนั้น พื้นที่ที่มีวัตถุประสงค์หลักด้านอื่น เช่น ป่าชุมชน พื้นที่ชุ่มน้ำ พื้นที่เกษตร พื้นที่สีเขียวในเมือง หรือพื้นที่ของภาคเอกชน ก็สามารถเป็น OECMs ได้ หากมีขอบเขตชัดเจน มีระบบบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ และสามารถรักษาความหลากหลายทางชีวภาพได้ในระยะยาว
OECMs จึงเป็นอีกกลไกสำคัญของเป้าหมาย 30×30 ภายใต้กรอบงานคุนหมิง–มอนทรีออลว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพของโลก ซึ่งมุ่งให้แต่ละประเทศอนุรักษ์และบริหารจัดการพื้นที่บนบก พื้นที่น้ำจืด และพื้นที่ทางทะเลอย่างมีประสิทธิภาพอย่างน้อยร้อยละ 30 ภายในปี พ.ศ. 2573
ชวนไปรู้จัก OECMs ของประเทศไทย
ประเทศไทยได้เริ่มขับเคลื่อน OECMs อย่างเป็นรูปธรรม มาตั้งแต่ปี 2566 โดยมีสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) กระทรวงทรัพยากรธรรชาติและสิ่งแวดล้อม ทำหน้าที่ประสานการดำเนินงาน กระบวนการพิจารณาพื้นที่ครอบคลุมตั้งแต่การคัดกรองคุณสมบัติเบื้องต้น ความยินยอมของเจ้าของหรือผู้มีสิทธิในการจัดการพื้นที่ การประเมินคุณค่าความหลากหลายทางชีวภาพและระบบบริหารจัดการ ไปจนถึงการรับรองและติดตามผลในระยะยาว
เมื่อปลายปี พ.ศ. 2568 มีพื้นที่ได้รับการรับรอง OECMs อย่างเป็นทางการ 5 พื้นที่ รวม 773 ไร่ ได้แก่ ศูนย์เรียนรู้ป่าวังจันทร์ จังหวัดระยอง คลองขนมจีน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ศูนย์การเรียนรู้ความหลากหลายทางชีวภาพและความยั่งยืน “ชีวพนาเวศ” จังหวัดฉะเชิงเทรา ศูนย์เรียนรู้ป่าในกรุง กรุงเทพมหานคร และสิงห์ปาร์ค เชียงราย–อ่าง 70 ไร่ จังหวัดเชียงราย และในปี พ.ศ. 2569 (ณ เดือนกันยายน) มีพื้นที่ได้รับการรับรอง OECMs อย่างเป็นทางการเพิ่มอีก 17 พื้นที่ รวม 100,293 ไร่ ได้แก่ ป่านันทนาการ 5 แห่งในจังหวัดพะเยา บึงกาฬ ปราจีนบุรี และอุทัยธานี ป่าชุมชนในจังหวัดตาก 5 แห่ง พื้นที่มหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตกาญจนบุรี พื้นที่สถานีวิจัยและฝึกนิสิตวนศาสตร์วังน้ำเขียว มหาวิทยาเกษตรศาสตร์ และพื้นที่ปลอดภัยรอบกลุ่มแท่นศูนย์กลางการผลิตและแท่นหลุมผลิตในพื้นที่โครงการผลิตปิโตรเลียมแหล่งบงกชใต้
พื้นที่เหล่านี้มีลักษณะแตกต่างกัน ตั้งแต่พื้นที่ฟื้นฟูป่า พื้นที่ฟื้นฟูระบบนิเวศแหล่งน้ำ พื้นที่สีเขียวในเมือง พื้นที่ชุ่มน้ำและถิ่นอาศัยของนกน้ำ ไปจนถึงพื้นที่ทางทะเลสะท้อนให้เห็นสาระสำคัญของ OECMs ว่า พื้นที่อนุรักษ์ไม่จำเป็นต้องมีรูปแบบเดียว และผู้ดูแลพื้นที่ก็ไม่จำเป็นต้องเป็นหน่วยงานด้านการอนุรักษ์โดยตรง
อย่างไรก็ตาม พื้นที่ส่วนใหญ่ที่ได้รับการรับรองในระยะแรกยังสะท้อนบทบาทของภาคเอกชนค่อนข้างมากและพื้นที่ของสถาบันการศึกษา ขณะที่ประเทศไทยยังมีพื้นที่ศักยภาพอีกหลากหลายรูปแบบ โดยเฉพาะพื้นที่ที่ชุมชนและท้องถิ่นดูแล พื้นที่เกษตรที่มีคุณค่าทางนิเวศ และพื้นที่ธรรมชาติรูปแบบอื่น ๆ ซึ่งสามารถยกระดับเข้าสู่ OECMs ได้ในอนาคต
OECMs สร้างประโยชน์มากกว่า “พื้นที่อนุรักษ์ที่เพิ่มขึ้น”
คุณค่าของ OECMs ไม่ได้อยู่เพียงการช่วยให้ประเทศไทยมีพื้นที่อนุรักษ์เพิ่มขึ้นเพื่อไปสู่เป้าหมาย 30×30 แต่ยังเป็นการรักษา “ทุนทางธรรมชาติ” ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับชีวิตและเศรษฐกิจของผู้คน
ป่าชุมชนเป็นทั้งแหล่งอาหาร พืชสมุนไพร และช่วยกักเก็บน้ำและคาร์บอน พื้นที่ชุ่มน้ำช่วยรับและชะลอน้ำ เป็นแหล่งอาหารและถิ่นอาศัยของสัตว์น้ำ ป่าชายเลนและหญ้าทะเลช่วยเป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำและลดการกัดเซาะชายฝั่ง ขณะที่พื้นที่เกษตรยั่งยืนสามารถรักษาพันธุ์พืชท้องถิ่น แมลงผสมเกสร และความอุดมสมบูรณ์ของดิน ส่วนพื้นที่สีเขียวในเมืองช่วยลดความร้อน ซึมซับน้ำฝน และสร้างพื้นที่พักผ่อนให้ผู้คน
OECMs จึงช่วยเชื่อม “การอนุรักษ์” กับ “การใช้ประโยชน์พื้นที่” ให้สามารถดำเนินไปด้วยกันได้ และเปิดโอกาสให้ผู้ที่ดูแลรักษาธรรมชาติอยู่แล้วได้รับการยอมรับในบทบาทของตนเองมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นชุมชน ท้องถิ่น ภาคธุรกิจ หรือผู้ถือครองพื้นที่
ก้าวไปสู่การยกระดับและขยายผล OECMs
การเริ่มรับรองพื้นที่ OECMs ของประเทศไทยนับเป็นก้าวสำคัญที่แสดงให้เห็นว่า การอนุรักษ์สามารถเกิดขึ้นนอกพื้นที่คุ้มครองตามกฎหมายได้ แม้พื้นที่ OECMs ที่ได้รับการรับรองในระยะแรกของไทยยังสะท้อนบทบาทของภาคเอกชนเป็นส่วนใหญ่ แต่ประเทศไทยยังมีโอกาสขยายไปสู่พื้นที่ซึ่งชุมชน ท้องถิ่น และหน่วยงานต่าง ๆ มีมีส่วนร่วมในดูแลรักษาคุณค่าทางธรรมชาติอยู่แล้ว
ในระยะต่อไป ควรเพิ่มการรับรู้และสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับ OECMs พัฒนากระบวนการรับรองให้ง่ายพอที่จะเปิดโอกาสให้ผู้ดูแลพื้นที่เข้าถึงได้ โดยไม่ลดทอนมาตรฐาน รวมทั้งพัฒนาระบบดิจิทัลที่เชื่อมโยงข้อมูลเชิงพื้นที่ ข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพ และผลการติดตามคุณค่าด้านการอนุรักษ์ในระยะยาว ขณะเดียวกัน ควรปรับจากการรอการยื่นข้อเสนอจากพื้นที่ไปสู่การค้นหาเชิงรุก เพื่อสร้างความร่วมมือและสร้างความพร้อมให้พื้นที่ศักยภาพ โดยเฉพาะป่าชุมชน พื้นที่ชุ่มน้ำ พื้นที่เกษตรที่มีคุณค่าทางนิเวศ พื้นที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มหาวิทยาลัย สถานศึกษา ศูนย์วิจัย และพื้นที่ของภาคเอกชน เพื่อให้ OECMs สะท้อนความหลากหลายของพื้นที่และผู้ดูแลทรัพยากรของประเทศอย่างแท้จริง
ที่สำคัญ จำเป็นต้องพัฒนากลไกสนับสนุนหลังการรับรองพื้นที่ OECMs ควบคู่กัน ทั้งแหล่งทุนเพื่อการอนุรักษ์ สิทธิประโยชน์ทางภาษี การสนับสนุนทางวิชาการ และงบประมาณสำหรับการจัดการและติดตามพื้นที่ โดยเฉพาะชุมชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่อาจมีศักยภาพในการดูแลทรัพยากร แต่มีข้อจำกัดด้านงบประมาณและบุคลากร
นอกจากนี้ การเพิ่มจำนวน OECMs แบบแยกส่วนอาจยังไม่เพียงพอต่อการรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ หากพื้นที่ธรรมชาติยังคงถูกตัดขาดและแรงกดดันจากการพัฒนาพื้นที่โดยรอบ OECMs จึงควรถูกเชื่อมเข้าสู่การวางแผนพัฒนาพื้นที่ของประเทศ ทั้งแผนผังภูมินิเวศ ผังเมือง พื้นที่แนวกันชน และพื้นที่เชื่อมต่อทางนิเวศ ให้เกิดการสร้างเครือข่ายพื้นที่ธรรมชาติที่เชื่อมโยงกันและสามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงในระยะยาว
โจทย์ของประเทศไทยไม่ควรหยุดอยู่ที่ “จะเพิ่ม OECMs ได้อีกกี่แห่งจึงจะถึงเป้าหมาย” แต่ควรขยับไปสู่ “จะทำอย่างไรให้ OECMs เป็นส่วนหนึ่งของระบบการจัดการพื้นที่ของประเทศ” ที่มีมาตรฐาน น่าเชื่อถือ มีระบบข้อมูลและการติดตาม กลไกทางการเงิน การยอมรับบทบาทของชุมชนและผู้ดูแลพื้นที่ ตลอดจนการเชื่อมโยงกับนโยบายและการวางแผนพัฒนา เพื่อสร้างจุดเปลี่ยนของวิธีคิดเรื่องการอนุรักษ์ ที่ทำให้การดูแลธรรมชาติเข้ามาอยู่ในกระบวนการวางแผนและตัดสินใจด้านการพัฒนาอย่างจริงจัง
เพราะท้ายที่สุด การรักษาธรรมชาติไว้ตั้งแต่วันนี้ ไม่เพียงลดต้นทุนของการฟื้นฟูในวันข้างหน้า แต่คือการรักษาฐานทรัพยากรและภูมิคุ้มกันที่จำเป็นต่อเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตของคนไทยในระยะยาว
Share: