ปรับเพื่ออยู่ รู้เพื่อรอด กับ TEI: ฝุ่นถล่มกรุง ขั้นแดงเดือด!!

กลุ่มงาน: การปรับตัว

ค่าฝุ่นเพิ่มขึ้นเกินมาตรฐานต่อเนื่อง ส่งท้ายปี เมื่ออากาศเคยดี กลายเป็นพิษที่ไม่อาจมองข้าม สถานการณ์ฝุ่นพิษ PM 2.5 ในประเทศไทยกลับมาอีกครั้ง ยกระดับความรุนแรงเข้าขั้นวิกฤต มีพื้นที่สีแดงมากถึง 5 จังหวัด!



สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) ขอสะท้อนข้อมูลปลายปี 2568 นี้ ว่าประเทศไทยยังคงประสบปัญหาฝุ่นพิษซ้ำซากและวิกฤติความรุนแรงต่อเนื่อง และเมื่อผนวกกับสถานการณ์ Climate Change ก็ยิ่งตอกย้ำความวิกฤติและรุนแรงของฝุ่นพิษ PM 2.5 ที่มากขึ้นต่อไปอีก
ฝุ่นถล่มกรุง ปีนี้หนักแค่ไหน?

1 ธันวาคม 2568 เวลา 06.00 น. ที่ผ่านมา ข้อมูลจาก GISTDA ผ่านแอปพลิเคชั่น เช็คฝุ่น พบว่าคุณภาพอากาศของประเทศไทยรอบนี้อยู่ในระดับน่าเป็นห่วง
เริ่มต้นด้วยการก้าวเข้าเดือนธันวาคม 2568 ค่าฝุ่น กทม. ในหลายเขตสูงกว่า 100 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร และมีท่าทีว่าจะรุนแรงกว่ายิ่งขึ้น และนี่คือส่วนหนึ่งปัญหาจาก Climate Change!
 

จังหวัดปริมณฑลโดนด้วย !

5 จังหวัดที่มีค่าฝุ่นระดับสีแดงสูงสุด ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพและระบบทางเดินหายใจ อันได้แก่ สมุทรสาคร, นนทบุรี, กรุงเทพมหานคร, สมุทรปราการ และปทุมธานี
นอกจากนี้ยังมีอีก 41 จังหวัด อยู่ในระดับสีส้ม เริ่มส่งผลกระทบต่อสุขภาพ โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง สถานการณ์นี้กำลังสะท้อนให้เห็นว่าฝุ่นพิษ ไม่เพียงถล่มเพียงแค่เมืองกรุงเท่านั้น แต่ยังกระจายไปทั่วหลายจังหวัดเช่นกัน

Climate Change ส่งผลให้ฝุ่นถล่มกรุงอย่างไร?

  • อุณหภูมิที่สูงขึ้น มีส่วนเร่งปฏิกิริยาเคมีในชั้นบรรยากาศปริมาณของสารพิษต่างๆ การกระจายและเป็นพาหะนำเข้าสู่ร่างกายเพิ่มความเสี่ยงให้กับร่างกาย สุขภาพของประชาชน
  • ภัยแล้ง ความร้อน เมื่อสภาพอากาศแห้งแล้ง ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดการเผาในที่โล่ง ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิด PM2.5
  • สภาวะอุณหภูมิผกผัน อากาศลอยตัวไม่ดี ความกดอากาศ สภาพอากาศปิด ระบายอากาศได้น้อย สะสมในพื้นที่จนเกินมาตรฐานทิศทางของลมเสริมจากหมอกควันข้ามแดน ข้ามเขต มลพิษเพิ่มความเข้มข้น
  • เพราะสะสมปริมาณฝุ่น PM2.5 ที่ในปริมาณที่มากขึ้น

ผลกระทบขั้นรุนแรงของฝุ่นถล่มกรุง

ฝุ่น PM 2.5 ส่งผลกระทบร้ายแรงต่อปัญหาสุขภาพในระยะยาว โดยเฉพาะระบบทางเดินหายใจ ที่ทำให้เกิดการอักเสบ หายใจลำบาก ไอ จาม คันจมูก และกระตุ้นการเกิดภูมิแพ้ รวมถึงระบบเลือดและหัวใจ หนำซ้ำยังทำลายระบบภูมิคุ้มกัน ทำให้ป่วยง่าย และส่งผลกระทบต่อโรคอื่น ๆ ที่ตามมาในภายหลัง เช่น ผิวระคายเคือง ตาอักเสบ หรือแม้แต่การสร้างพัฒนาการของเด็ก

รับมืออย่างไร เมื่อฝุ่นถล่มกรุงและเมืองต่างๆ ซ้ำซากอีกหลายครั้ง?
ในทุกปี ปัญหาฝุ่นพิษ PM2.5 ไม่เคยหายไปไหน มีเพียงเพิ่มขึ้นหรือลดลงในบางช่วงเวลา ดังนั้น การเตรียมพร้อมรับมือปัญหา จึงเป็นอีกทางรอด ที่จะช่วยให้ฝ่าฟันวิกฤตฝุ่นพิษที่ต้องเผชิญในทุก ๆ ปี
สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) ขอเสนอแนวทางการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Adaptation) ตามแนวคิด "ปรับเพื่ออยู่ รู้เพื่อรอด" แบ่งเป็น 3 ระดับ
ระดับบุคคล
  • สวมหน้ากากอนามัยประเภท N95 เมื่อต้องออกไปด้านนอก อย่างจริงจังเพื่อป้องกันฝุ่น
  • เช็คค่าฝุ่นคู่กับ ความร้อน Climate Change ทำให้อากาศร้อนขึ้น ซึ่งกระตุ้นให้ร่างกายอ่อนเพลียและรับสารพิษได้ง่ายขึ้น ควรเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งเมื่อ ค่าฝุ่นสูง + อากาศร้อนจัด
  • หลีกเลี่ยงหรือลดระยะเวลาในการทำกิจกรรมกลางแจ้งเป็นเวลานาน
  • งดกิจกรรมทำให้เกิดฝุ่น เช่นการจุดธูป การสูบบุหรี่ การเผาขยะ หรือการประกอบอาหารประเภทปิ้ง ย่าง
  • บ้านต้องเป็น Safe Zone หมั่นทำความสะอาดบ้านด้วยวิธีเช็ดถู เพื่อลดการฟุ้งกระจาย และถ้ามี"ห้องปลอดฝุ่น" ในบ้าน หรือใช้เครื่องฟอกอากาศก็จะดียิ่งขึ้น
  • เสริมเกราะภูมิคุ้มกัน กินอาหารต้านอนุมูลอิสระ พักผ่อนให้พอ เพื่อให้ปอดและหัวใจแข็งแรงสู้กับมลพิษ
  • ติดตามสถานการณ์คุณภาพอากาศผ่านเว็บไซต์ Air4Thai, pcd.go.th, หรือแอปพลิเคชั่น Air4Thai อยู่สม่ำเสมอ
ระดับชุมชนและเมือง
  • สื่อสาร แจ้งเตือนประชาชนถึงคุณภาพอากาศที่อยู่ในขั้นวิกฤตให้คนในชุมชนรับรู้ โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง เช่น ศูนย์เด็กเล็ก หรือบ้านที่มีผู้ป่วยติดเตียง
  • จัดตั้งพื้นที่สำหรับการดูแลสุขภาพของคนในชุมชน ที่กระทบต่อปัญหาฝุ่นพิษ PM2.5
  • ชุมชนปลอดการเผา ร่วมมือกันสอดส่องและงดการเผาขยะมูลฝอย และอื่นๆ ในที่โล่งแจ้ง
  • จัดตั้งห้องปลอดฝุ่นสาธารณะเป็นพื้นที่ส่วนกลาง เช่น ห้องสมุดชุมชน หรือศาลาประชาคม ให้เป็นพื้นที่อากาศสะอาด (Clean Air Shelter) สำหรับคนที่ขาดอุปกรณ์
  • สร้างกำแพงกรองฝุ่น (Green Buffer) ชุมชนช่วยกันปลูกต้นไม้ที่มีใบหนา หรือผิวใบหยาบ (เช่น ตะขบ, จามจุรี) รอบพื้นที่ชุมชน เพื่อช่วยดักจับฝุ่นละอองและลดอุณหภูมิรอบชุมชน
ระดับหน่วยงานและภาครัฐ
  • บังคับใช้กฎหมายและควบคุมแหล่งกำเนิดมลพิษ โดยตั้งข้อบังคับที่ชัดเจนเพื่อควบคุมการปล่อยมลพิษในโรงงาน ควันรถ และการเผาในพื้นที่โล่ง
  • พัฒนาระบบการจัดการขนส่งมวลชน ลดการใช้รถยนต์ และอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนที่ใช้รถสาธารณะที่ดียิ่งขึ้น
  • การติดตั้งเครื่องพยากรณ์คุณภาพอากาศล่วงหน้า เพื่อสร้างความเตรียมพร้อมให้กับประชาชน
  • ผังเมืองสู้ฝุ่น ออกแบบเมืองโดยไม่สร้างตึกสูงปิดกั้นทางลม เพื่อให้ลมธรรมชาติพัดพาฝุ่นออกจากเมืองได้สะดวก ไม่ให้เกิดภาวะ "ฝาชีครอบ" (Temperature Inversion)
  • เกษตรปลอดการเผา (Zero Burn) สนับสนุนเครื่องจักรและงบประมาณให้เกษตรกรจัดการเศษวัสดุเหลือใช้โดยไม่ต้องเผา ซึ่งเป็นการแก้ปัญหา PM 2.5 ที่ต้นเหตุใหญ่ที่สุด

 

เมื่อต้องใช้ชีวิตให้อยู่รอดจากฤดูฝุ่น

สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) ขอเป็นองค์กรที่ให้ความสำคัญในการสื่อสารประเด็น Climate Adaptation เพื่อประโยชน์สาธารณะและให้ประชาชนเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์สิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ตามแนวทาง “ปรับเพื่ออยู่ รู้เพื่อรอด” ในระดับบุคคล ชุมชน และภาครัฐ ที่จะช่วยกันเพื่อลดปัจจัยกระตุ้นและความเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพจากฝุ่นพิษ PM 2.5 นี้ไปด้วยกัน