ปรับเพื่ออยู่ รู้เพื่อรอด กับ TEI: จากภัย ‘โลกเดือด’

กลุ่มงาน: การปรับตัว

‘โลกเดือด’ เป็นปกติ ?
มา ‘ปรับเพื่ออยู่ รู้เพื่อรอด’ จากภัย ‘โลกเดือด’ ไปกับ TEI
โลกได้ก้าวข้าม "ภาวะโลกร้อน" (Global Warming) เข้าสู่ยุค "โลกเดือด" (Global Boiling) อย่างเป็นทางการมาสักระยะแล้ว ข้อเท็จจริงที่ว่า ‘โลกเดือด’ เป็นปกติ อาจเป็นสิ่งปกติใหม่ หรือ New Normal แบบหวานอม ขมกลืน ที่แม้ว่าอาจจะไม่มีใครชอบ แต่ก็ฝืนเลี่ยงไม่ได้
การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังเกิดขึ้นอย่างรุนแรงและรวดเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ สภาพอากาศสุดขั้วกลายเป็นเรื่องปกติ ตั้งแต่คลื่นความร้อนที่คุกคามชีวิตไปจนถึงน้ำท่วมฉับพลันที่สร้างความเสียหายมหาศาล
นี่คือสัญญาณเตือนที่ชัดเจนที่สุดว่า เราทุกคนต้อง ‘ปรับตัวจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ’ หรือ Climate Adaptation อย่างเร่งด่วน เพื่อความอยู่รอดในยุคที่โลกไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป การอยู่รอดไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นความจำเป็นสถิติและความเสียหายระดับโลก
โลกเดือด (Global Boiling) อันตรายแค่ไหน?



ภาวะโลกเดือดได้สร้างความเสียหายในวงกว้างและทำให้โลกตกอยู่ในความเสี่ยงที่ไม่เคยมีมาก่อน ข้อมูลจาก IPCC ปี 2023 ยืนยันว่า ประชากรโลกกว่า 3.3-3.6 พันล้านคน อยู่ในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูงจากผลกระทบที่รุนแรงของสภาพภูมิอากาศที่แปรปรวน และประเทศไทยเองก็เคยถูกจัดอยู่ในอันดับที่ 9 ของโลกที่มีความเสี่ยงสูง
และนี่คือแว่นขยาย ที่ส่องให้เห็นความเสียหายจากภาวะโลกเดือดที่ส่งผลกระทบในด้านต่าง ๆ ไปทั่วโลก ได้แก่
• ผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศและภัยพิบัติที่รุนแรง โดยอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิด คลื่นความร้อน ภัยแล้ง ไฟป่า รวมถึงการเกิดพายุและไต้ฝุ่นที่ทวีความรุนแรงและถี่ขึ้น
• ความเสียหายทางเศรษฐกิจ ซึ่งฤดูกาลที่เปลี่ยนแปลงไปจากโลกรวนทำให้พืชผลทางการเกษตรเสียหาย ผลผลิตลดลงอย่างหนัก อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวได้รับผลกระทบ ต้นทุนพลังงานเพิ่มสูงขึ้น และสร้างความเสียหายทั่วโลกที่อาจสูงกว่า 6 ล้านล้านบาท
• ผลกระทบต่อระบบนิเวศ ทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นอย่างรวดเร็วจนท่วมพื้นที่ชายฝั่ง แนวปะการังฟอกขาวมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น หากโลกร้อนขึ้น รวมถึงการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพของสัตว์และพืช
• ผลกระทบด้านสุขภาพ โดยองค์การอนามัยโลก (WHO) คาดการณ์ว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะทำให้มีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นปีละ 250,000 ราย ทั่วโลกในช่วงปี ค.ศ. 2030 – 2050 จากสาเหตุต่าง ๆ เช่น ภาวะทุพโภชนาการ โรคมาลาเรีย และสภาพอากาศร้อนจัด

ความเสี่ยงด้านสุขภาพที่เพิ่มขึ้นจากภาวะโลกเดือด กำลังกลายเป็นภาระหนักอึ้งต่อระบบสาธารณสุขและงบประมาณของรัฐบาลทั่วโลก ที่ต้องแบกรับการรักษาโรคที่เกี่ยวข้องกับความร้อน หรือโรคระบาดที่แพร่กระจายง่ายขึ้น โดยกำลังจะแซงหน้างบประมาณในการดูแลรักษาโรคทั่วไป ทำให้รัฐบาลต้องจัดสรรงบประมาณเพิ่มขึ้นเพื่อรับมือกับวิกฤตนี้
กลุ่มที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือ กลุ่มเปราะบางและผู้มีรายได้น้อย เนื่องจากพวกเขาเหล่านั้น ไม่สามารถเข้าถึงการรักษาพยาบาลพื้นฐานอย่างสะดวกสบาย หรือระบบปรับอากาศที่จำเป็นได้อย่างเพียงพอ เมื่อเกิดวิกฤตด้านความร้อน

ขณะที่กลุ่มอาชีพที่มีความเสี่ยงสูงสุดคือ คนทำงานกลางแจ้ง และผู้ที่ต้องทำงานในสภาพแวดล้อมที่มีความร้อนสูง ซึ่งเสี่ยงต่อภาวะลมแดด (Heat Stroke) อย่างรุนแรงมากขึ้น
ข้อมูลจากงาน Asia-Pacific Climate Change Adaptation Forum (APAN 2025) ครั้งที่ 9 ที่จัดขึ้นในกรุงเทพมหานครเมื่อเร็วๆ นี้ ได้เผยให้เห็นถึงความรุนแรงของ ‘ภัยโลกเดือด’ โดยชี้ให้เห็นว่า ความร้อนที่เพิ่มขึ้น ส่งผลกระทบในวงกว้าง ทั้งระบบสุขภาพ การจ้างงาน พลังงาน ทรัพยากรน้ำ และโครงสร้างพื้นฐานของเมือง โดยเฉพาะผู้ใช้แรงงาน ที่ทำงานกลางแจ้งกว่า 2.4 พันล้านคนทั่วโลก ต้องเผชิญกับภัยโลกเดือดโดยตรง รวมถึง 1.5 พันล้านคนในเอเชียแปซิฟิกด้วย ที่ได้รับผลกระทบทั้งด้านสุขภาพ

นอกจากนี้ องค์การอนามัยโลกยังเตือนว่า "ภัยโลกเดือด" ทำให้เราต้องเผชิญกับโรคใหม่ และโรคเก่าที่กลับมาระบาดซ้ำ เช่น โรคที่มีอาหารและน้ำเป็นสื่อ โรคมาลาเรีย และไข้เลือดออก ที่แพร่กระจายในวงกว้างขึ้นตามอุณหภูมิที่สูงขึ้น

‘ปรับเพื่ออยู่ รู้เพื่อรอด’
แม้ว่าสาเหตุหลักของ ‘ภาวะโลกเดือด’ คือ การปล่อยก๊าซเรือนกระจก จากกิจกรรมของมนุษย์ ซึ่งการลดการปล่อยเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอต่อวิกฤตที่เกิดขึ้นแล้ว การดำเนินการด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ Climate Adaptation จึงไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นทางรอดที่สำคัญ โดยมีแนวทางเพื่อการปรับตัวระดับบุคคลให้ปลอดภัยจากภัยโลกเดือด ดังนี้
1. ตระหนักรู้ เริ่มจากการรู้ว่าโลกเดือดเกิดขึ้นจริงและส่งผลต่อชีวิต ด้วยการติดตามข่าวสารเกี่ยวกับสภาพอากาศ การเข้าร่วมกิจกรรมวันสิ่งแวดล้อม การเรียนรู้จากสื่อหรือหน่วยงานภาครัฐ
2. ทำความเข้าใจและประเมินความเสี่ยง ศึกษาข้อมูลจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ เช่น แผนที่ความเสี่ยงน้ำท่วม การเข้าร่วมอบรมการจัดการภัยพิบัติในชุมชน ให้เข้าใจ “ว่าความเสี่ยงมีผลต่อฉันอย่างไร” เช่น บ้านอยู่ในพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมหรือภัยแล้ง สุขภาพได้รับผลกระทบอย่างไรจากคลื่นความร้อนหรือมลพิษ รายได้หรืออาชีพที่อาจได้รับผลกระทบ เช่น เกษตรกร พ่อค้าแม่ค้า
3. ปรับวิถีชีวิต ในชีวิตประจำวันเพื่อลดความเสี่ยงหรือเพิ่มความยืดหยุ่น เช่น
• เปลี่ยนอุปกรณ์ประหยัดพลังงานและน้ำ ใช้พลังงานจากโซลาร์เซลล์ เพื่อลดการพึ่งพิงจากภายนอก
• ปลูกต้นไม้รอบบ้าน ใช้วัสดุท้องถิ่นสร้างบ้านที่ระบายอากาศดี หลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้ง ลดผลกระทบจากความร้อน
• ปรับปรุงที่อยู่ให้พร้อมรับความเสี่ยง เช่น ปรับระบบน้ำและไฟฟ้าให้สอดคล้องกับระดับน้ำท่วม ติดตั้งอุปกรณ์กักเก็บน้ำฝน เพื่อสำรองน้ำและลดการพึ่งพาระบบน้ำหลักในช่วงภัยแล้ง
• ปรับวิถีการเกษตร เช่น ปลูกพืชทนแล้ง ใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ ปรับปฏิทินเพาะปลูกตามสภาพภูมิอากาศ
• เตรียมพร้อมรับภัยพิบัติ โดยติดตามข้อมูลสภาพอากาศ และคำเตือนภัยจากหน่วยงานราชการอย่างสม่ำเสมอ เตรียมชุดยังชีพฉุกเฉินและศึกษาเส้นทางให้พร้อมสำหรับการอพยพ4. มีส่วนร่วมในระดับชุมชน เพื่อเพิ่มพลังการปรับตัวร่วมกัน เช่น
• สนับสนุนการผลิตและการบริโภคที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมหรือติดตามกลุ่มเตือนภัย
• ร่วมพัฒนาแผนชุมชนด้านการรับมือภัยพิบัติ
• แลกเปลี่ยนความรู้และช่วยกันดูแลทรัพยากรธรรมชาติ



สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย หรือ TEI ขอชวนคนไทยมารู้จักการ ‘ปรับเพื่ออยู่ รู้เพื่อรอด’ สร้างสังคมที่ปลอดภัยจากภัยโลกเดือด ที่คุกคามและรุนแรงขึ้นทุกวัน